ซุ้มมือปืนไม่ได้เกิดจากใครที่ไหน ตัวการสร้างคือคนของรัฐเสียเอง

จนท.รัฐตัวการสร้างซุ้มมือปืน

ปัญหาส่วนหนึ่งของซุ้มมือปืนเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง จึงทำให้ยากแก่การจับกุมปิดคดี และมักมีผู้มีอิทธิพลและคนมีสี ตั้งแต่นักการเมือง ข้าราชการทหาร ตำรวจบางคนที่ขาดหิริโอตัปปะก็กลายเป็นหัวหน้าซุ้มมือปืนเสียเอง ในสมัยก่อนจัดว่ามีจำนวนไม่น้อยเลี้ยงไว้สำหรับเรียกใช้ หรือทำงานแทนตัวเอง

‘มือปืนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นมากในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายปราบปรามยาเสพติดและมีการฆ่าตัดตอนผู้ค้าจ้างมากขึ้น ทำให้เกิดมีมือปืนรับจ้างที่เป็นทั้งตำรวจ ทหารเข้ามารับงานกันมาก หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ลงมือเอง แต่เรียกใช้บรรดาซุ้มมือปืนไปทำแทน คาดว่ามีคนถูกฆ่าราว 2 พันคน’

สำหรับนักการเมืองชื่อดังที่นิยมเลี้ยงมือปืน และเคยมีซุ้มมือปืนเป็นของตนเอง เช่น ตระกูล ‘ช’ คนดังจากแดนอิสานใต้ เคยคุมพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนขยายอาณาจักรมาอยู่บุรีรัมย์ ตระกูล ‘อ’ จากสมุทรปราการ ซึ่งแต่ก่อนเจ้าของซุ้มมือปืนใหญ่ๆจะเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดที่ติดชาย ทะเล เช่น เพชรบุรี ชลบุรี เป็นต้น

‘เดิมมือปืนส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน ต้องทำไร่ ไถนา ยกตัวอย่าง ซุ้มมือปืนในอดีตแถวชลบุรี มักมีหลงจู้เป็นคนคุม มีอาชีพทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังเป็นหลัก โดยต้องมีนักเลงหรือมือปืน เป็นคนคุ้มกันดูแลเวลาตัดอ้อยไปขายแทนแรงงานในไร่ที่มักทำงานไม่นาน’

ขณะที่ในปัจจุบันมือปืนจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจ หรือทหาร เพราะมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธมากกว่า ดังจะเห็นได้จากในระยะหลังๆจะมีข่าวว่ามีทหารหรือตำรวจนอกรีต ทั้งที่อยู่ระหว่างรับราชการ หรือออกจากราชการไปแล้ว ไปเป็นมือปืนรับจ้างกันมาก เช่น กรณีของ สนธิ ลิ้มทองกุล นายตำรวจท่านหนึ่งระบุว่า มันเป็นกระบวนการของคนที่ใช้อำนาจรัฐกระทำต่อสื่อมวลชน เพราะเห็นว่าสนธิเป็นผู้นำมวลชนที่อยู่ในบัญชีกวาดล้าง โดยก่อนหน้ายังมีกรณีถล่มยิงสำนักงาน ASTVด้วยอาวุธสงครามปืนอาก้าหลายนัดแต่ยังจับตัวผู้บงการไม่ได้

‘แต่ครั้งล่าสุดนี้ไม่ใช่มือปืนรับจ้าง มันต้องเป็นคนที่เกรงใจกัน เพราะปกติมือปืนรับจ้างจะไม่ยิงคนดัง คนมีตำแหน่งใหญ่โต เพราะกลัวถูกจับ และคนที่สั่งจะต้องมีอิทธิพลทางการเมืองด้วย ยิงคนดังโอกาสติดคุกมีมากกว่ายิงคนไม่ดัง’ หัวหน้าหน่วยปราบปรามมือปืนรับจ้างอธิบาย และยังกล่าวด้วยว่า กระบวนการจ้างมือปืน ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านตัวแทนหลายคน เพื่อป้องกันการเปิดโปง กรณีคดีสนธิ ว่ากันว่า จ้างมือปืนด้วยค่าหัวประมาณ 5 ล้าน แต่จำนวนคนที่ลงขันกันจริงอาจมีหลายคน ดังนั้นค่าจ้างครั้งนี้อาจสูงถึง 20 ล้านก็ได้ ซึ่งเป็นครั้งที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็ถูกตัดตอนไปหลายทอดจึงเหลือราคาแค่นี้ หรือกรณีมือปืนรับจ้างลอบสังหาร องคมนตรี ชาญชัย ลิขิตจิตถะ มือปืนได้แค่จ้างยิงเพียงแค่ 4-5 หมื่นบา ท แต่ราคาจริงก่อนจะมาถึงตัวคนรับจ้างราว 4-5 แสนบาท

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับกรณีการรุมยิงถล่ม ‘สนธิ’กลางเมืองก็คือ หากตำรวจยังจับตัวผุ้บงการ และมือสังหารไม่ได้ ตามหลักการที่ตำรวจเคยพบเห็นก็คือ การเกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามมา

‘มันอาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นมาอีก และคราวนี้ไม่ใช่เฉพาะสนธิคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงแกนนำพันธมิตรทุกคน รวมทั้งกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่ปัจจุบันเดินเกมตามล่าทักษิณอย่างหนัก’

มี ปืนอยู่ในมือก็พร้อมที่จะเป็นมือปืนกันได้ทั้งนั้น มิใช่แต่นักฆ่ารับจ้างอย่างที่เราเข้าใจกัน เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐที่มีปืนอยู่ในมือ ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ กลับประพฤติตนในทางตรงข้ามโดยเฉพาะช่วงที่มีการทำสงครามยาเสพติดในยุครัฐบาล ทักษิณ ซึ่งเชื่อกันว่ามีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้นมากมาย ทั้งนี้จากคำบอกกล่าวของมือปืนรับจ้างรายหนึ่งผ่านรายการ ‘จุดชนวนความคิด’ ทางช่อง 9 ผลิตโดยเครือเนชั่น ซึ่งระบุว่าลักษณะของการยิงฆ่าตัดตอนมีความโหดร้ายกว่าการฆ่าโดยมือปืนรับ จ้างทั่วไป

โดยการฆ่าตัดตอนมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในอำเภอครบุรี นครราชสีมา ที่ 2 สามี ภรรยา ถูกหวยรางวัลที่ 1 ได้เงินมา 6 ล้านบาท แต่ถูกฆ่าตัดตอนเพราะเข้าใจว่าได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยคนร้าย 3 คน จอดรถรอเหยื่อบริเวณทางเข้าออกหมู่บ้าน เมื่อเหยื่อมาถึงก็ถูกให้เรียกออกมานั่งคุกเข่าทีละคนจากนั้นก็จ่อยิงทีละคน นอกจากนี้ก็ยังมีการนำรถกระบะไม่มีป้ายทะเบียนไปดักรอที่บ้านเหยื่อแล้วนำ รูปมาถาม ถ้าเหยื่อระบุว่าใช่ก็จะถูกสังหาร ซึ่งมือปืนรับจ้างทั่วไปจะไม่เผยตัว มีแต่ซุ่มและดักรอจนกว่าจะพบเหยื่อแล้วจึงลงมือ

ก่อนการลงมือ จะมีการเจรจาเรื่องราคาค่าหัวกันให้เรียบร้อยก่อน โดยขั้นต่ำเริ่มกันที่ 100,000 บาทต่อชีวิต ขึ้นกับความสำคัญของเหยื่อ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่หลักแสนบาท แต่ถ้าเป็นระดับ ส.ส. หรือนักการเมืองก็จะต้องมีหลักล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างจะไม่ได้เจรจาโดยตรงกับมือปืน และมือปืนเองก็มักไม่รู้ว่าใครเป็นผู้จ้างวานที่แท้จริง ส่งผลให้การสืบคดีมักไปไม่ถึงผู้ว่าจ้าง เพราะตัวกลางในการติดต่อระหว่างมือปืนกับผู้ว่าจ้างก็อาจถูกฆ่าตัดตอนก่อน ที่จะถูกสาวมาถึง โดยการจ่ายเงินนั้นจะจ่ายเป็นเงินสดครึ่งหนึ่งก่อนลงมือ และจ่ายที่เหลือทันทีหลังปฏิบัติการเสร็จสิ้น

หลังรับงาน มือปืนจะได้รับรูปเหยื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน พร้อมแผนที่อย่างละเอียด โดยจุดที่มือปืนมักก่อเหตุคือซอยหรือทางเข้าออกบ้าน โดยเฉพาะทางโค้งหรือบริเวณที่มีลูกระนาดมาก ซึ่งทำให้รถที่ขับมาต้องชะลอความเร็วส่งผลให้เล็งเป้าได้ง่ายขึ้น ดังเช่นกรณีของ แสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ที่ถูกสังหารภายในซอยทางเข้าบ้านซึ่งมีลูกระนาด ส่วนจุดสังหารรองลงมาคือทางเข้าออกที่ทำงาน เนื่องจากเป็นจุดที่คนพลุกพล่าน เสี่ยงต่อการเป็นเป้าสายตา อีกจุดคือตามแยกไฟแดง ซึ่งมือปืนจะตามประกบมาห่างๆ ประมาณ 5-6 คันรถ แต่ถ้าเหยื่อติดไฟแดงเป็นคันแรก มือปืนจะไม่ลงมือเพราะอาจถูกคนขับรถของเหยื่อหรือรถคันหลังไล่ตามมาชนล้มได้ แต่ถ้าเหยื่อจอดติดไฟแดงไป 4-5 คันก็จะง่ายต่อการลงมือ เพราะหากพลาด รถเหยื่อก็ไม่สามารถไล่ตามมาชนได้เพราะมีรถจอดติดอยู่ด้านหน้า 4-5 คัน ขณะที่คนร้ายมักใช้มอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะ อย่างไรก็ดีการปฏิบัติการกลางสี่แยกก็มีความเสี่ยงจากการสกัดของเจ้าหน้าที่ ตำรวจ

ส่วนอาวุธที่มือปืนใช้แต่เดิมจะใช้ 11 มม.เพราะมีกระสุนใหญ่สุด ดังนั้นคนที่ถูกยิงมีโอกาสรอดน้อย แต่แรงสะท้อนก็มากด้วยส่งผลให้ความแม่ยำลดน้อยลง โดยซุ้มมือปืนที่นิยมใช้ปืน 11 มม.คือซุ้มมือปืนเพชรบุรี แต่ปัจจุบันปืน 9 มม.เป็นที่นิยมมากขึ้นโดยเฉพาะซุ้มมือปืนเพชรบูรณ์และมือปืนในภาคกลาง เพราะมีแรงสะท้อนน้อยกว่า ทำให้มีความแม่นยำกว่า และสามารถบรรจุกระสุนได้มากกว่า บางรุ่นจุได้ 18 นัด ขณะที่ 11 มม.จุได้ 10 นัด เหตุผลที่มือปืนรุ่นใหม่นิยมปืนที่จุกระสุนมากๆอาจเพราะกลัวเหยื่อไม่ตาย จึงเน้นการยิงซ้ำหลายๆนัด หรืออาจกลัวเหยื่อมีปืนยิงสวนกลับมา ทำให้ต้องใช้กระสุนมากขึ้น และยังรวมไปถึงคนติดตามเหยื่อที่อาจจะยิงสวนกลับมา

นอกจากนี้ยังมีปืน .357 เป็นปืนลูกโม่ที่มีดินขับกระสุนแรงมากที่สุดในบรรดาปืนพก คนทั่วไปไม่สามารถพกพาได้ แต่ก็มีมือปืนบางคนใช้บ้างแม้จะเป็นปืนที่ไม่แม่ยำเท่าไรเพราะลักษณะการ เคลื่อนตัวของกระสุนลูกโม่จะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้ไม่มีความแม่นยำสักเท่าไร อีกทั้งยังบรรจุกระสุนได้ประมาณ 6 นัดเท่านั้น การบรรจุก็ช้า แต่ก็ได้ฉายาว่า ‘โป้งเดียวจอด’ อีกทั้งยังเป็นปืนที่เมื่อยิงไปแล้วปลอกกระสุนจะไม่กระเด็นออกมา ทำให้ไม่มีหลักฐานหลงเหลือในที่เกิดเหตุ

ปืน .38 เป็นอาวุธอีกชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับปืน .357 แต่ .38 จะมีแรงน้อยกว่า ทว่าสะดวกในการพกพามากกว่า นอกจากอาวุธสังหารเหล่านี้แล้ว มือปืนก็ยังมีการใช้อาวุธสงครามในการประหัตประหารชีวิตคน โดยมือปืนที่ให้สัมภาษณ์ระบุว่าการใช้ปืนหลากหลายขนาดจะสร้างความไขว้เขวให้ กับตำรวจ เพราะในหลายๆกรณีสามารถทำให้ตำรวจหลงทางไปติดตามซุ้มมือปืนอื่นที่ไม่ได้ เป็นผู้ลงมือ

สำหรับรูปแบบของการยิงสังหารจะมี 3 รูปแบบ ประกอบด้วย การประกบยิง การยิงถล่ม และการซุ่มยิง โดยการประกบยิงเป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุด เรียกว่า 90% มาจากการยิงรูปแบบนี้ โดยมือปืนจะใช้ปืนสั้น 9 มม. หรือ 11 มม. ดักยิงบริเวณปากซอยทางเข้าบ้าน ที่ทำงาน หรือแยกไฟแดง โดยจะประกบยิงในระยะห่าง 1-3 เมตร โดยแบ่งการยิงออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกยิงระดับหน้าอก 2-3 นัด เพื่อให้เหยื่อล้มลง ชุดที่ 2 ตามยิงที่ศีรษะอีก 2-3 นัดเพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อเสียชีวิต โดยวิธีนี้มักใช้กับเหยื่อที่เป็นคนธรรมดา ไม่มีปืนป้องกันตัว หรืออย่างดีก็มีปืนพกแต่การระวังตัวก็ไม่พร้อมเท่ากับมือปืนที่หมายสังหาร ชีวิต

วิธีที่ 2 คือการยิงถล่ม จะใช้อาวุธสงครามเป็นหลัก เช่น เอ็ม 16 อาก้า หรือเอ็ม 79 เป็นอาวุธที่นิยมใช้มากที่สุดในวิธีนี้ หรืออย่างแย่ก็จะเป็นปืนลูกซอง 5 นัด โดยระยะการยิงถล่มอยู่ห่างจากเหยื่อ 5-10 เมตร โดยทางแยกในซอย หรือแยกไฟแดงจะเป็นจุดลงมือหลัก ทั้งนี้เหยื่อที่จะถูกสังหารด้วยวิธีนี้มักเป็นผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ที่มีผู้ติดตามหลายคน มือปืนจึงต้องมีไม่ต่ำกว่า 2 คน ไม่นับคนขับรถพามือปืนหลบหนีหลังเสร็จภาระกิจ อาวุธที่ใช้อย่างน้อย 2-4 กระบอกเพื่อยิงซ้ำ และยิงป้องกันการโจมตีของผู้ติดตามเหยื่อ โดยวิธีการยิงจะยิงเป็นชุดไม่ต่ำกว่า 15-20 นัด มือยิงคนที่ 1 จะเป็นผู้ที่ยิงแม่นที่สุด ยิงตรงไปที่เหยื่อ ส่วนมือยิงคนที่ 2 จะยิง 10-15 นัดไปยังผู้ติดตามเพื่อข่มขู่ไม่ให้มีโอกาสตอบโต้ได้ทัน

วิธีที่ 3 การซุ่มยิง ซึ่งเป็นวิธีที่มือปืนเมืองไทยไม่นิยม เพราะต้องเป็นผู้ที่แม่นปืนและนิ่งมากๆ เนื่องจากระยะยิงอยู่ห่างเหยื่อตั้งแต่ 50 เมตร บางครั้งไกลถึง 1,000 เมตร ถ้าไม่แม่นจริงก็จะผิดพลาดได้ นอกจากนี้ในการซุ่มยิงจะต้องใช้ปืนยาวติดกล้องซึ่งไม่สะดวกในการพกพาทั้ง ก่อนและหลังลงมือ และไม่สามารถหลบหนีด้วยมอเตอร์ไซด์ได้ อีกทั้งอุปกรณ์การสังหารมีราคาแพง

ระบบอุปถัมภ์ระหว่างผู้มีอิทธิพล ซุ้มมือปืน และมือปืนเป็นของคู่กันมาช้านาน จนแยกจากกันไม่ออก เห็นได้จากข้อมูลการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ ( Survey Research ) ของคณะผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่กองวิจัยและพัฒนา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกรณีศึกษาเรื่องปัญหาและอิทธิพลของมือปืนรับจ้าง โดยผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลทางทฤษฎี พบว่า ปัจจุบันซุ้มมือปืนที่มีประสิทธิภาพและเติบโตของอย่างรวดเร็วมาจาก ความสัมพันธ์ระหว่างมือปืน (ผู้รับอุปถัมภ์) กับผู้อุปถัมภ์ จนทำให้ซุ้มมือปืน และมือปืนแผ่ขยายอาณาจักรออกไปครอบคลุมทั่วประเทศ

ผู้อุปถัมภ์มาจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ซึ่งหมายถึงผู้ที่สามารถให้ความช่วยเหลือ ปกป้องมือปืนได้ในกรณีได้รับความเดือดร้อน หรืออาจจะเป็นเจ้าพ่อ ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีอิทธิพลหรืออำนาจพิเศษสามารถที่จะควบคุมหรือสั่งการให้กิจการนี้เป็นไปตาม เป้าหมาย หมายถึง ผู้อุปถัมภ์

ส่วนผู้รับอุปถัมภ์ คือพวกนักเลง เป็นผู้ที่ใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย นิยมการต่อสู้แบบเผชิญหน้า และตัดสินด้วยกำลัง ชอบทำอะไรท้าทาย และรักษาสัจจะ และมือปืน ที่มีหน้าที่ฆ่าคนตาย โดยใช้อาวุธปืน ซึ่งอาจจะมีผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ นั่นคือ ผู้เกี่ยวข้อง ที่มีความสัมพันธ์รู้จักมักคุ้นกับมือปืนรับจ้างพอสมควรที่จะทราบประวัติ ชีวิตมือปืนรับจ้าง

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างมือปืนกับผู้อุปถัมภ์ ความสัมพันธ์อาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และระยะเวลา และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันของผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ แล้วแต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม มือปืนสามารถเปลี่ยนผู้อุปถัมภ์ได้ทุกเมื่อ หากพบว่าผู้อุปถัมภ์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว รวมถึงตอบสนองความต้องการและความปลอดภัยได้

ทั้งนี้ ระบบอุปถัมภ์ในกลุ่มมือปืนมีลักษณะเป็นพีรามิด มือปืน 1 คน อาจจะมีผู้อุปถัมภ์หลายคน อุปถัมภ์แต่ละคนจะให้ความอุปถัมภ์ช่วยเหลือมือปืนต่างวาระและต่างเรื่องกัน เช่น ผู้อุปถัมภ์บางคน บางครั้งช่วยให้ที่หลบซ่อน บางครั้งช่วยเหลือเรื่องเงินทองแก่มือปืน รวมไปถึงบุตรและภรรยาของมือปืนด้วย ผู้อุปถัมภ์บางคนช่วยวิ่งเต้นไกล่เกลี่ยคดี หรือจ่ายเงินเพื่อต่อสู้ดำเนินคดี ผู้อุปถัมภ์บางคนหางานให้ทำ เป็นต้น ถึงแม้จะติดคุก ผู้อุปถัมภ์จะส่งเสียเลี้ยงดูมือปืนและครอบครัว เป็นต้น

ระบบอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพที่รุนแรงมากขึ้น คือการที่ผู้อุปถัมภ์ลงสมัครเลือกตั้งไม่ว่าในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาเขต สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ตำแหน่งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน แล้วแต่ผู้อุปถัมภ์ สั่งการให้มือปืนกำจัดคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม เพราะกลัวว่าจะ แพ้การเลือกตั้ง จึงใช้วิธีฆ่าตัดตอน

ในระบบอุปถัมภ์มือปืนบางคนต้องการพึ่งพาคนที่มีอำนาจบารมี มีเงิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสี ทั้งสีเขียว และสีกากี พวกที่มีเงินบางที่ก็ได้มาโดยไม่สุจริต ต้องอาศัยคนพวกนี้เป็นเกราะคุ้มกันบ้าง คุมการค้าของเถื่อนบ้าง คุมการค้ายาเสพติดบ้าง เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ หรือบางที่ก็ไปแสวงหาผลประโยชน์ เรียกค่าคุ้มครอง คุมบ่อนการพนัน กระบวยการค้ายาเสพติด เป็นต้น

สำหรับระบบอุปถัมภ์แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ 1. ระบบอุปถัมภ์ที่อยู่ในระบบญาติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างญาติอาวุโส (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ) กับญาติพี่น้อง (น้อง ลูกหลาน เหลน) 2. ระบบอุปถัมภ์ในหมู่มิตรสหาย เช่น เพื่อนเล่น เพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา เพื่อนตาย เป็นต้น 3. ระบบอุปถัมภ์ในองค์การต่าง ๆ อาจเป็นของรัฐหรือเอกชน และ 4. ระบบอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ เช่น กลุ่มข้าราชการ พ่อค้า กับกลุ่มนักการเมือง ชาวไร่ ชาวนา การอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการและพ่อค้า

โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์ในองค์การต่าง ๆ อาจเป็นของรัฐหรือเอกชน และอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ จะเป็นกลไกเกื้อหนุนระหว่างมือปืนกับผู้อุปถัมภ์

รายงานการวิจัย ระบุอีกว่า แนวความคิดในเรื่องระบบอุปถัมภ์/บริวาร หมายถึง กลุ่มอิทธิพล หรือแวดวงของผู้มีอิทธิพล ลักษณะของผู้มีอิทธิพลแสดงออกโดยการเป็นเจ้านายมีข้าทาส บริวาร เลี้ยงลูกน้องหรือสมุนไปไหนมาไหน ต้องมีคนนอบน้อม เป็นผู้มีใจกว้างขวาง กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะปกป้องบริวารและลูกน้อง ซึ่งถือเป็นเครื่องวัดบารมีของผู้มีอิทธิพลหรือนักเลง

ดังนั้น การปราบปรามซุ้มมือปืนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถอนรากถอนโคน และยังคงสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยต่อไปอีกนาน นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์นั่นเอง !!


ที่มา : เว็บไซต์ตำรวจคลองลาน


Like ให้ด้วยจะดีมาก

You may also like...