ทำไมในปัจจุบันปืนเถื่อนถึง ยังไม่หมดไปจากประเทศไทยสักที

ปืนถูกกฎหมายซื้อง่ายแต่เรื่องมาก ปืนเถื่อนหาไม่ยาก แต่ผิดกฎหมาย ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเหนื่อยจับปืนผิดเถื่อนปืนถูกกันทำไมในเมื่อคนผิดไม่ใช่ปืน

“ผมซื้อปืนจากคนขายขนม” หนึ่งคำบอกเล่าจากนักเลงปืน คือจุดเริ่มต้นของการสืบเสาะหาความจริงที่ว่า ปืนเถื่อนในเมืองไทยหาง่ายขนาดนั้น จริงหรือ

ภาพประกอบบทความเฉยๆ

“ถามว่า บ้านไหนไม่มีปืนดีกว่า” เขาท้า ทั้งยังยืนยันต่อว่า ชาวนากว่าครึ่งประเทศมีปืน และเป็นปืนเถื่อน เหตุผลก็เพราะ…

“เอาไว้ป้องกันตัว ป้องกันทรัพย์สินสิ ไปนานอนเฝ้าเครื่อง(สูบน้ำ) ไม่มีปืนก็เสร็จโจร….หรือว่าประเทศไทยมีสิทธิพกปืนได้แค่ตำรวจกับโจร ส่วนชาวไร่ชาวนาต้องใช้….(อวัยวะเบื้องต่ำ)….สู้กับโจร ใช่มั้ย”

ไม่ได้อยู่ใน “บัญชีดำ” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) แต่นักเลงปืนอย่าง เอก (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) ก็ถูกตำรวจจับ เพราะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เฝ้าระวัง”

นั่งอยู่ใน “ห้องกรง” ได้ไม่ถึง 1 วัน เอกก็ได้รับการประกันตัวออกมา คดีคล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นรายวันจน “ของกลาง” ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้แทบไม่มีที่เก็บ

ใครมี “ปืนเถื่อน” ก็ถูกจับ ใครมี “ปืนถูก(กฎหมาย)” ก็ถูกระงับใช้งาน เรียกเก็บคืนคลังกระทรวงมหาดไทยก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่ง “การเฝ้าระวัง” ยังคงดำเนินต่อไป แต่ดูเหมือนปัญหาใหญ่จะไม่ได้อยู่ที่ “อาวุธปืน”

เพื่อนชาวนาชื่อว่า “ปืน”

ชาวนาพิจิตรแห่กอดปืนเฝ้าเครื่องสูบน้ำ หลังโจรอาละวาดหนัก – manager.co.th
เซ่นข้าวราคาตกต่ำ ชาวนายิงกรอกปากฆ่าตัว เครียดหนี้สินรุงรัง – บ้านเมือง
ชาวนาเชียงใหม่เปิดศึกตะลุมบอนแย่งน้ำถึงขั้นชกต่อย ชักปืนขู่ฆ่ากันหลังฝนแล้ง – sutichaiyoon.com
….ฯลฯ…

หัวข้อข่าวจากหลายสำนัก สอดคล้องกับข้อมูลของ เอก ที่บอกว่า ชาวนา 60-70 เปอร์เซ็นต์ มีปืนพกไว้ป้องกันโจร เหตุผลเพราะการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่เวลามีเหตุด่วนเหตุร้ายไม่ทันใจชาวบ้าน ส่วนอาวุธปืนนั้นก็หาไม่ยาก ถามคนรู้จักไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ

“ถามหากับคนรู้จักนี่แหละ ถามไปเรื่อยๆ คุยกันไป บ้านใช้อะไรอยู่ ขายมั้ย อย่างคนขายขนมหวานที่ขี่รถพ่วงข้างมาขายขนมในหมู่บ้านก็พอรู้จักกัน ก็ถามเขาว่า ที่บ้านใช้ปืนอะไร มีปืนใช้มั้ย เขาเดือดร้อนเงินพอดีก็เอาปืนอัดลมของจีนแดงมาขายให้ จริงๆ เขาบอกมี .22 แมกนั่มด้วย ว่าจะขอดูแต่ตอนนี้เขาหายไปแล้ว ไปไหนไม่รู้”

เอก เผยถึง แหล่งซื้อ-ขายปืนเถื่อนที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของเขา ก่อนจะเล่าต่อว่า ปืนที่ชาวนาครอบครองส่วนใหญ่เป็นปืนเถื่อน ไม่มีทะเบียน หรือที่มีทะเบียนก็มักเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ แต่ไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนมือ จึงกลายเป็นปืนเถื่อนไปในที่สุด

“ที่เพิ่งโดนจับไปเป็นปืนแก๊ปยาวไทยประดิษฐ์ ตั้งแต่รุ่นปู่ใช้ เป็นของปู่ มันผุ มันตันหมดแล้ว ผมก็เอามาซ่อมมาตกแต่งจนใช้ได้ แต่ก็ยังเก่า ลำยังขึ้นสนิมอยู่เลย….ก็เซ็งเหมือนกัน เราไม่ได้ไปยิงไปฆ่าใคร แต่ดันมีชื่อในบัญชี”

จะไม่มีชื่อก็คงไม่ได้ เพราะประวัตินักเลงปืนคนนี้เคยถูกจับในคดีใช้ยาเสพติด และพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ จังหวะดีที่จะมีการเลือกตั้งตำรวจท้องที่จึงเร่งกวาดล้างก่อนการเลือกตั้ง แต่เขาก็ยังได้ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในจังหวัดเอาตำแหน่งค้ำประกันออกมา

เอกยอมรับว่า ตัวเองผิด เพราะมีปืนเถื่อนในครอบครอง และไม่ใช่แค่กระบอกเดียวเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขายังมีปืนเถื่อนอีกหลายรายการ ที่ซื้อมา-ขายไป จะเรียกว่าเป็นคนค้าอาวุธรายย่อยๆ เลยก็ไม่ผิด

” แรกๆ เลยซื้อปืนมาเพราะชอบส่วนตัว ผู้ชายอ่ะนะก็ซื้อมาสะสม ซื้อไว้ป้องกันทรัพย์สิน ซื้อจากเพื่อนๆ ด้วยกันที่เป็นนักเลง พวกขายยา(บ้า) ชาวไร่ชาวนา เพื่อนของเพื่อน มีหลายกลุ่ม อย่างกระบอกแรกที่มีเป็นปืนลูกโม่ .22 ราคาซื้อมา 3,500 ขายไป 5,500 อยู่กับตัวตั้ง 5-6 ปี ไม่ได้พกไปไหนเลย อยู่แต่ที่บ้าน มีเหน็บเอวไปเฝ้าไร่เฝ้านาบ้าง แต่ไม่เคยใช้ กระบอกอื่นๆ ที่มีส่วนใหญ่เป็นลูกซองสั้น ซื้อมาแล้วขายไป คือเราชอบแต่ซื้อมาแล้วมันไม่ถูกใจก็ขาย พรรคพวกมาถามก็ขายไปบ้าง เพราะปืนขายไปไม่เคยขาดทุน เท่าที่เคยขายไปประมาณ 20-30 กระบอกแล้วมั้ง”

ปืนเถื่อนถูกจับก็ถือว่ามีโทษหนักหนาอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอลูกปืนคาร์บินที่จัดอยู่ในกลุ่มอาวุธสงครามอีก เอกคงต้องสู้คดีกันอีกเยอะ

“ลูกปืนก็ซื้อมาอีกทีจากทหารเกณฑ์ที่รู้จักกัน มันขโมยออกมาจากค่ายทหารขายลูกละ 20 บาท เป็นลูกคาร์บิน ก็ถือว่าเป็นอาวุธสงครามนะ ผมซื้อเก็บไว้เฉยๆ แล้วก็พยายามจะหาให้เจอ ว่าจะเอาไปทิ้งนานแล้ว แต่ปรากฏว่าวันที่ตำรวจถือหมายศาลมาค้นบ้านเขาช่วยค้นจนเจอก่อนน่ะ” เอก เล่าขำๆ

สำหรับกลุ่มลูกค้าของเอก ส่วนมากเป็นเพื่อนฝูงและชาวไร่ชาวนาที่ซื้อเอาไว้เพื่อใช้เฝ้าเครื่องสูบน้ำที่นา ถามว่ามีเด็กวัยรุ่นบ้างมั้ย เขาว่า

“วัยรุ่นไม่มี อ้อ…มีคนเดียวเป็นลูกชายเจ้าของรถเกี่ยว อันนั้นเป็นปืน 765 ที่ขายไป แต่นั่นมันหลายปีแล้ว ตอนนี้ถูกจับแถมยังถูกขึ้นบัญชี ผมว่าผมไม่ควรมีของเหล่านี้อีกแล้วนะ”

เหมือนเป็นสัญญา แต่ไม่รู้ว่านักเลงปืนคนนี้จะทำได้หรือเปล่า

นอกจากเอกแล้ว ยังมีข้อมูลจาก กิ๊ป (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) อาจารย์อัตราจ้างที่สอนอยู่ในโรงเรียนแถบจังหวัดภาคตะวันตกของไทย ที่เผยว่า ตะเข็บชายแดนไทยแถบอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มีกลุ่มค้าอาวุธเถื่อนเป็นชาวเขาที่มีวิธีการซื้อ-ขายแยบยล

“ตรงนั้นเป็นชายแดนติดกับพม่า เวลาจะซื้อปืน คนขายที่เป็นกะเหรี่ยงจะนัดให้คนซื้อเดินทางเข้าไปดูปืนที่ฝั่งพม่า จะไม่มีการเอาปืนมาดูที่ฝั่งนี้(ไทย) ใครอยากได้ต้องไปดูเอง มีหมดแหละ เอ็ม 16 ปืนสั้น ปืนยาว อาก้า ผมเดาว่าเป็นปืนสงครามที่ตกค้างจากการสู้รบ มีช่วงที่บ้านผมโดนคนเมาข้างบ้านยิงปืนมาโดนข้างฝา ผมแค้นใจก็เลยจะไปซื้อปืนมาไว้ แต่พอเห็นรูปแบบการขายปืนก็กลัว เพราะคิดว่าไม่คุ้ม เสี่ยงเกินไป ถ้าเรามีโทรศัพท์ มีเงิน เดินเข้าไปมันก็ตบเอาไปหมด เลยไม่ได้ซื้อ แต่ข่าวว่าก็ยังมีคนซื้อหากันอยู่เรื่อยๆ นะ” กิ๊ป บอก

ปืนเถื่อน เกลื่อนเมือง

ข้อมูลจาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า อาวุธปืนที่อนุญาตให้ครอบครองทั่วประเทศมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 6,125,534 กระบอก (จาก คำตอบกระทู้ถามที่ 1594 ร.1 ของนายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทยราษฎร เรื่อง การควบคุมการซื้อาวุธปืน ลงวันที่ 12 เมษายน 2554) แต่กรมการปกครอง ไม่มีข้อมูลจำนวนปืนเถื่อนในเมืองไทย ถามว่า ทำไม เจ้าหน้าที่ข้อมูลอาวุธปืน ศูนย์บริการประชาชน วังไชยา กรมการปกครอง บอก “ก็มันเถื่อน ใครจะไปสำรวจได้”

“จริงๆ แล้วปืนเป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนทองคำ หรือเงิน มันมีราคาแต่ว่าอันตราย ส่วนใหญ่ปืนที่ใช้ในคดีอาชญากรรมเป็นปืนที่ไม่มีทะเบียน หรือเรียกว่า ปืนเถื่อน เพราะไม่สามารถตามจับผู้ก่อคดีได้ ในกรณีที่ใช้ปืนมีทะเบียนและลูกปืนที่ซื้อจากร้านค้าปกติ อันนี้สามารถตามจับได้” เจ้าหน้าที่ข้อมูลอาวุธปืน บอก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนเดิมบอก ข้อมูลของผู้มีสิทธิครอบครองอาวุธปืนนั้นถือเป็นความลับ ที่ไม่สามารถเปิดเผยให้บุคคลอื่นรับทราบได้ง่ายๆ ว่าใครมีอาวุธปืนอะไร จำนวนเท่าไร ทั้งนี้เพราะอย่างที่บอกว่า ปืนเป็นทรัพย์ส่วนบุคคล ยกเว้นแต่จะมีเอกสารจากราชการส่งมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในคดีความผิด

“เพราะปืนค่อนข้างมีราคาแพง บุคคลธรรมดานอกจากจะมีเงินแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 13 ด้วยจึงจะซื้อได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ซื้อได้ในราคาสวัสดิการ เพราะมีโครงการปืนสวัสดิการอยู่ แต่ก็ยังแพง พนักงานบางคนเลยต้องกู้เงินมาซื้อ อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ จริงๆ ก็มีปืนหลวง แต่มันไม่พอ และปืนหลวงจะต้องมาเบิกตอนเข้าเวร พอออกเวรต้องนำมาคืน ปัญหาคือ ต้องทำเบิกทำคืนแบบนี้ เวลาออกเวรแล้วต้องทำหน้าที่จะมีอาวุธที่ไหนไปสู้กับคนร้าย ตำรวจหรือคนที่มีอาชีพป้องกันปราบปรามส่วนใหญ่จึงต้องซื้อเอง”

ต่อข้อซักถามที่ว่า ปืนชนิดไหนบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ปืนเถื่อน” เจ้าหน้าที่ข้อมูลอาวุธปืน บอก “ทุกชนิดที่ไม่มีทะเบียน”

“ปืนมีทะเบียน เอามาลบทะเบียนซะก็เป็นปืนเถื่อน” ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช บรรณาธิการฝ่ายวิชาการ นิตยสารอาวุธปืน บอก ทั้งยังเสริมว่า มือปืนรับจ้างทั่วไปจะไม่นิยมใช้ปืนไทยประดิษฐ์ เพราะระยะหวังผลใกล้ แต่มักใช้ปืนนำเข้าที่พอเอามาลบทะเบียนแล้วก็เป็นปืนเถื่อนที่ใช้หวังผลระยะไกลได้ จึงเป็นไปได้ว่า ในจำนวนอาวุธปืนที่กรมการปกครองอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองกว่า 6 ล้านกระบอกนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าข่าย “ปืนเถื่อน”

“ปืนเถื่อนในประเทศไทยส่วนมากทำเอง ผมไปตามป่าผมเจอเยอะ เด็กอายุ 14-15 ก็ทำเองแล้วครับ เข้าป่าล่าสัตว์ หรืออย่างเด็กช่างกลปี 2 เอาแบบปืนให้ดู ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ไปเรียนการเรือนซะ เพราะว่าอะไร เทคโนโลยีการทำปืนมันมีมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ 200-300 ปีก่อนไม่เปลี่ยนแปลง ทำง่ายจะตาย เอาไม้มาถาก เอาสปริงจากกับดักหนู มาประกอบกลไกหน่อยก็ได้แล้ว อย่างปืนผูกน่ะ ในต่างจังหวัดยังมีอยู่ เขาเรียก จั่นห้าว หรือว่าปืนผูก อันนี้มีแค่ลำกล้องแล้วอัดดิน มีนกสับ เดินไปสะดุดเชือกปืนก็ลั่นแล้ว บ้านเราใช้กันอยู่ หรืออย่างเอ็ม 79 ที่มีในข่าวตอนช่วงชุมนุมนั่นก็ทำง่ายมาก โรงงานทำท่อไอเสียทุกแห่งสามารถทำได้ อันนี้เรื่องจริง” บก. ฝ่ายวิชาการ นิตยสารอาวุธปืน ยืนยัน

แบบนี้คงไม่ต้องถามถึงปืนปากกา หรืออาวุธปืนอีกหลายๆ ชนิดที่เด็กเทคนิค(บางส่วน) ใช้ประหัดประหารทำร้ายกันดังที่เป็นข่าว เพราะ ดร.ผณิศวร บอกว่า ยาบ้าผลิตยากกว่าปืนปากกาเยอะ

“ตราบใดที่โทษของการมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครองยังต่ำกว่าโทษของการฆ่าคนใต้ ปราบเท่าไรก็ไม่มีผล เพราะฉะนั้นปืนเถื่อนก็ยังเยอะ เยอะเพราะอะไร ชาวบ้านรู้สึกว่า จำเป็นต้องมี ชีวิตไม่ปลอดภัยน่ะ และไม่ใช่ว่ามีปืนแล้วไปรับจ้างฆ่าใครที่ไหนหรือเปล่า เปล่า เขาเอาติดตัวไว้เฝ้าควาย เฝ้านา คือคนที่เขาคิดว่าจำเป็นต้องมี เขาก็ต้องมี อย่างที่เม็กซิโก เขาจำเป็นต้องค้ายา เพราะเขาจน อเมริกาจะไล่จับยังไงก็จับไปสิ ก็ผมจนน่ะ คุณจับผมแต่คุณก็ซื้อยาผม”

ไม่ได้นิยมส่งเสริมให้ชาวบ้านมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอง แต่ ดร.ผณิศวร กำลังจะบอกว่า วิธีแก้ปัญญาต้องทำให้ “ปืนเถื่อน” เป็นปืนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เรียกเก็บปืนเถื่อนคืนจากชาวบ้าน เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไร

“ในยุคหนึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้ชาวบ้านเอาปืนมาคืน บอกว่าจะให้สิทธิพิเศษ สัญญาจะให้ที่ดินทำกิน ใครเอามาคืนจะไม่มีความผิด ตอนนั้นมีคนเอาปืนมาคืนเป็นหมื่นๆ กระบอก แต่ปืนที่ชาวบ้านเอามาคืนเป็นปืนที่ใช้ไม่ได้แล้ว ที่ใช้ได้เขาก็ยังไม่เอามาคืน ก็เลยยังมีปืนเถื่อนเยอะ แล้วทำไมชาวบ้านใช้ปืนเถื่อน เพราะปืนไม่เถื่อนแพงไง แล้วทำไมปืนไม่เถื่อนแพง….(ข้อมูลลับ)” บก.ฝ่ายวิชาการ แจงข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนได้ ก่อนจะเสริมต่อว่า

“ถ้าปืนแพงนัก ผมเสนอว่า ซื้อปืน 1 กระบอก ควรเก็บเงินเข้ากองทุน 100 บาท ทุกวันนี้มีคนซื้อปืน 6 ล้านกระบอก ถ้าเก็บเข้ากองทุนอย่างที่ผมว่า ป่านนี้มีเงิน 600 ล้านบาท ถึงปีก็เอาไปบริจาค หรือเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับสังคม อาจจะใช้เป็นกองทุนรักษาตำรวจที่บาดเจ็บมาจากอาวุธปืนที่ถูกกฎหมาย อะไรแบบนี้ มันทำได้”

เรื่อง “ผิด” คิดให้ “ถูก”

อาจเพราะสังคมทุกวันนี้ไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกมีความปลอดภัยในชีวิตได้ การหาอาวุธมาเพื่อใช้ป้องกันตัวจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่หลายคนไม่อยากทำแต่ก็อยากมี

“ถ้าไม่มีปืนก็ใช้ดาบ ใช้มีด หรือไม่ก็ชกต่อยกันไป แล้วเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเด็กไทยมันถึงชกต่อยกัน ก็พ่อมันนั่งดูมวยน่ะ ในขณะที่มาเลเซียมีทีมยิงปืนหญิงที่เก่งกว่าเรา เกาหลีใต้มีธุรกิจเกี่ยวกับปืน ตัดเสื้อ กางเกง ชุดยิงปืน ฟิลิปปินส์ผลิตปืนขายให้ไทยมานานกว่า 40 ปี มีโรงงานใหญ่ๆ 3 แห่ง ผลิตปืน 11 มม. ปืนยาว แถมเหล็กดีกว่าอเมริกาตั้งเยอะ แบบนี้เขาคิดถึงเรื่องเศรษฐกิจ แต่บ้านเรายังดูมวยเป็นศักดิ์ศรีคนไทย อีกหน่อยผมว่าคนที่จะมาตีศักดิ์ศรีเราไปก็คือเขมร เพราะเขาเองก็สนับสนุนการชกมวยเหมือนกัน”

ดูเหมือน ดร.ผณิศวร กำลังมองเห็นลู่ทางในการแก้ไขปัญหาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

“ถ้าไม่ห้ามทำ ก็เก็บภาษีได้ แถมยังควบคุมการผลิตได้อีก คือถ้าเราจะสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมว่าตัวนี้มีมูลค่าสูงมากนะ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย สนับสนุนเทคโนโลยีการทำ สนับสนุนเรื่องช่างฝีมือ พอทำให้ถูกกฎหมายแล้วควบคุมได้ แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้มีเท่าไรก็ลงใต้ดินหมด แทนที่จะเพิ่มมูลค่าในทางที่ถูกกลับไปเพิ่มค่าให้กับเจ้าหน้าที่ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ผิดกฎหมายกันไปอีก”

ถามว่า ถ้าเปิดเสรีให้มีการผลิตสินค้าที่เรียกว่า “อาวุธ” แบบนี้จะไม่เป็นการส่งเสริมให้บ้านเมืองชาชินกับความรุนแรงหรือ บก. ฝ่ายวิชาการ นิตยสารที่ดำเนินการมาเกือบ 50 ปี บอก

“ถ้าทุกคนมีปืนหมด ถามว่าขโมยมันจะกล้าขึ้นมาปล้นจี้มั้ย ขโมยจะขึ้นบ้านทำไมในเมื่อทุกบ้านมีปืนหมด เดี๋ยวนี้ขับรถปาดหน้ากัน ยกปืนขึ้นมาแล้ว เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีปืน แต่ถ้าปืนเป็นของธรรมดา ใครๆ ก็มี มันจะกล้ายกปืนขึ้นมาขู่มั้ย เพราะอีกคันก็มีปืน ผมกำลังจะบอกว่า พอมันเป็นของธรรมดาแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาค แล้วจะล้นตลาดมั้ย อย่าไปคิดว่ามันจะล้น เพราะพอคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา มันก็คงไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตาซื้อปืน 200-300 กระบอกหรอก”

ยังไม่มีทางออกที่ดีสำหรับการควบคุมอาวุธปืน ตำรวจจึงทำได้เพียงจับ-ปรับ และดำนินคดีไปตามที่กฎหมายระบุเท่านั้น

“ทุกวันนี้ปืนเถื่อนตำรวจก็ยังไล่จับอยู่ จับเท่าไรก็ไม่หมด ผมว่าไล่จับปืนไปก็งั้นๆ จับคนใช้ปืนดีกว่ามั้ย เพราะคนมันผิด ปืนมันไม่ได้ผิด” ดร.ผณิศวร ทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ปืนทุกชนิดถือเป็นอาวุธที่สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ทั้งนั้น ถึงจะทำให้เป็นเรื่องถูกกฏหมาย แต่ไม่ได้ความหมายว่า อานุภาพของปืนจะลดน้อยถอยลงไป ในทางกลับกัน หากไม่ยั้งคิดทุกคนก็สามารถบันดาลโทสะได้ตลอดเวลาถ้ามีปืน

ที่สำคัญความน่ากลัวของปืนไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องหรือเถื่อนถ้อย แต่มันอยู่ที่ว่า อำนาจปืนนั้นอยู่ในมือ “ใคร” และมี “เจตนา” อย่างไรต่างหาก


ที่มา : gun.in.th


Like ให้ด้วยจะดีมาก

You may also like...