พวกอาวุธสงครามส่วนใหญ่แล้วถูกนำเข้ามาจากไหน

ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามเกิดขึ้นติดๆ กันหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น คดียิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีการก่อเหตุอย่างอุกอาจที่สุดคดีหนึ่ง , การจับกุมแก๊งค้าอาวุธสงครามชาวจีน ในพื้นที่จ.ชลบุรี ซึ่งคนมีสีเป็นผู้ส่งมอบสินค้า และล่าสุดคดีปล้นร้านทอง ที่พัทยา ซึ่งคนร้ายทั้ง 4 ใช้อาวุธสงครามกราดยิงอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่า “อาวุธเหล่านี้ประชาชนทั่วๆไปก็สามารถหาได้” ทำให้หลายคนสงสัยว่า เหตุใดบ้านนี้เมืองนี้ ใครจะมีอาวุธสงครามไว้ครอบครองจะง่ายดายเช่นนั้น และ อาวุธร้ายแรงเหล่านี้มีที่มาจากไหน

พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และอดีตหัวหน้าหน่วยปราบปรามมือปืนรับจ้าง กองบังคับการตำรวจนครบาล ระบุว่าปัจจุบันกลุ่มมือปืนต่างๆ นิยมใช้อาวุธสงครามกันมากขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพรุนแรง และสามารถซื้อหาได้ง่าย

“เมื่อก่อนการใช้อาวุธสงครามในการก่อคดี มีน้อยมาก เรียกได้ว่าเมื่อ15-20 ปีที่แล้ว มือปืนส่วนใหญ่จะนิยมใช้ปืนลูกซอง , ปืน.38 และปืนไทยประดิษฐ์ เป็นหลัก และในสมัยนั้นในเขตกรุงเทพฯนี่ถ้ามีคดีที่ใช้อาวุธสงครามเกิดขึ้น หัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่นั้นจะต้องถูกย้ายทันที ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่มีการใช้อาวุธสงครามกันอย่างแพร่หลาย คือสมัยก่อนแม้ว่าช่วงหลังจากสงครามอินโดจีนสงบลง จะมีปืนจะประเทศเพื่อบ้านทั้ง ลาว เวียดนาม กัมพูชา ทะลักเข้ามา แต่รัฐบาลจะปราบปรามอย่างเข้มข้น รวมทั้งใช้กลวิธีในการดึงอาวุธสงครามออกจากตลาด เช่น ให้ทางตำรวจกว้านซื้ออาวุธสงครามตามแนวชายแดนมาเก็บไว้”

ชายแดนไทย-กัมพูชาแหล่งค้ารายใหญ่

จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ชี้ชัดตรงกันว่า อาวุธสงครามส่วนใหญ่ที่กระจายอยู่ในประเทศไทยนั้นถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชาซึ่งอาวุธหลักๆที่ถูกนำเข้ามามีอยู่ 2 ชนิด คือ ปืนอาก้า และ M16 ว่ากันว่าหลังจากมีการเซ็นสนธิสัญญายุติสงครามของเขมร 3 ฝ่าย ในช่วงปลายปี2534 และเลิกรบกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปี2537 ขบวนการค้าอาวุธสงครามบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บัญชาการศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล อธิบายถึงเส้นทางการค้าอาวุธสงครามในไทยว่า

“สมัยก่อนอาวุธสงครามจะเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน จุดที่ทะลักเข้ามามากคือบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงหลังจากสงคราม 3 ฝ่ายในประเทศกัมพูชายุติลงใหม่ๆ ทหารกัมพูชาก็ลักลอบนำอาวุธสงครามที่ใช้ในกองทัพมาขายตามแนวตะเข็บชายแดน นอกจากนั้นก็มีการซื้อขายตามชายแดนไทย-พม่า โดยชนกลุ่มน้อยที่อยู่บริเวณชายขอบ”

หลากวิธีขนถ่ายสินค้า

สำหรับเส้นทางการลำเลียง และวิธีการค้าขายอาวุธสงครามตามแนวชายแดนไทยกัมพูชานั้น พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เงามุข รองผู้บังคับการ หัวหน้าศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 2 ขยายความให้ฟังว่า

“เนื่องจากพื้นที่ภูธร ภาค 2 นั้นมีหลายจังหวัดซึ่งมีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา เช่น สระแก้ว จันทบุรี ตราด สามารถเดินข้ามไปมาหากันได้ เพราะไม่มีรั้วกัน เวลาหน้าแล้งพ่อค้าก็จะลักลอบนำอาวุธสงครามจากกัมพูชาข้ามมาส่ง โดยวิธีการก็มีทั้งนำมาซุกไว้ตามพุ่มไม้ตามแนวชายแดน แล้วนัดแนะลูกค้าคนไทยให้ไปเอาของ บางก็ซ่อนไว้ในช่องเก็บเครื่องในรถยนต์ ที่พบบ่อยที่สุดคือ ซุกซ่อนมากับสินค้าเกษตรต่างๆ ซุกไว้ใต้เข่งแล้วก็เอาผักวางทับๆ ลงไป ซึ่งการขนถ่ายลักษณะนี้บางทีแม้จะเข้าออกตามด่านชายแดนเจ้าหน้าที่ก็จับไม่ได้ เพราะแต่ละวันมีคนผ่านเข้าออกเยอะมาก จึงไม่สามารถตรวจค้นได้หมดทุกคน ยกเว้นแต่ว่าจะมีสายรายงานเข้ามา ซึ่งวิธีการทำงานของเราก็จะส่งสายเข้าไปแทรกซึมในกลุ่มของผู้ค้าอาวุธเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว

อย่างล่าสุด ที่จับได้นั้นเป็นพ่อค้าอาวุธชาวจีน จากแผ่นดินใหญ่ ชื่อนายหลี เหว่ยหมิง เป็นพ่อค้าคนกลางที่จัดหาอาวุธสงครามส่งให้มาเฟียในฮ่องกง เขาเข้ามารับของจากคนไทย โดยให้ราคาสูงมาก ปืนอาก้า กับ M16 เขาให้กระบอกละ 2 แสน ขณะที่ราคาในตลาดมืดที่ขายอยู่ที่กระบอกละ 1 หมื่นเท่านั้น ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า คนไทยที่จัดหาปืนให้นั้นเป็นนายทหารระดับจ่า สังกัดฐานทัพเรือสัตหีบ ก่อนที่จะวางแผนเข้าจับกุม เราได้รับรายงานจากสายว่าจะมีการนัดขนส่งสินค้ากันทางเรือ โดยมีนายหลี เหว่ยหมิง บินมาควบคุมการขนสินค้าลงเรือด้วยตัวเอง จากนั้นเขาก็จะบินไปรับสินค้าที่ท่าเรือฮ่องกง ซึ่งอาวุธที่จับได้ก็ไม่มาก มีแค่ ปืนเอ็ม 16 ,ปืนอาก้า และปืนพกสั้น 9 ม.ม. อย่างละ 1 กระบอก กระสุนรวม 600 กว่านัด แล้วก็เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะขยายผลถึงแหล่งที่มาของอาวุธเหล่านี้ต่อไป”

ด้าน พล.ต.ต.สมพงษ์ ทองวีระประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับกัมพูชา ระบุว่า “เส้นทางที่นิยมขนอาวุธกันส่วนใหญ่ก็คือ เส้นทางที่ใช้หาของป่า แต่คนขนของต้องเป็นผุ้ที่ชำนาญเส้นทาง เพราะตามแนวชายแดนก็ยังมีระเบิดที่ทหารกัมพูชาฝังไว้หลงเหลืออยู่ แต่ทั้งนี้ปัจจุบันอาวุธสงครามที่เข้ามาทางด้านชายแดนไทย-กัมพูชานั้นลดน้อยลงมาก ปีหนึ่งจับได้เพียงไม่กี่ราย รายหนึ่งก็มีไม่กี่กระบอก นอกนั้นก็เป็นพวกเครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด ซึ่งผิดกับเมื่อ 7-8 ปีก่อน ที่มีการขนอาวุธสงครามกันเป็นคันรถเลย แต่ที่เรายังเห็นว่ามีการใช้อาวุธสงครามกันเกลื่อนเมือง ก็น่าจะเป็นอาวุธเก่าที่ซื้อขายเปลี่ยนมือและหมุนเวียนกันอยู่ในตลาด”

M 79 มาจากไหน

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าการซื้อขายอาวุธสงครามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งใหญ่ในการแพร่กระจายอาวุธสงครามนั้น นอกจากปืนอาก้าและ M 16 ซึ่งมีการซื้อขายกันมาตั้งแต่หลังสงครามเขมร 3 ฝ่ายแล้ว ในช่วงหลายปีมานี้ยังมี M79 เขามาขายตามแนวชายแดนด้วย ซึ่งอาวุธสงครามอานุภาพร้ายแรงดังกล่าวนั้น ถูกนำเข้ามาโดยพ่อค้าคนกลางที่มีสายสัมพันธ์กับนายทหารระดับสูงของกัมพูชา แล้วจึงกระจายมาสู่เอเยนต์ชาวไทย และกลุ่มที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดก็หนีไม่พ้น ‘คนมีสี’ ซึ่งมีมีบารมีพอที่จะปูทางให้การขนถ่ายและกระจายสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น จึงไม่แปลกที่ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการก่อเหตุร้ายโดยใช้ M79 เป็นเครื่องทุ่นแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณียิง M 79 เข้าใส่พันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอยู่ในทำเนียบฯ มือมีดยิง M 79 เข้าไปในศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรณียิงถล่มคุณสนธิ ซึ่งมี M79 เป็นหนึ่งในอาวุธสังหาร

แหล่งข่าวระดับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ระบุว่า “อาวุธสงครามที่อยู่ในคลังของตำรวจและทหารนั้นจะมีการบันทึกรายการไว้โดยละเอียด มีหลักฐานในการเบิกจ่ายว่านำอาวุธออกมาวันไหน จำนวนเท่าไร ดังนั้นการนำ M79 ออกมาใช้ หรือเอาออกมาจำหน่ายจึงเป็นเรื่องยาก ทางหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ ผู้ที่จัดซื้ออาศัยสายสัมพันธ์ที่มีกับนายหน้า หรือบริษัทที่ขายอาวุธสงคราม สั่งซื้ออาวุธสงครามต่างๆ เป็นการส่วนตัว แล้วก็เอามาขายในตลาด เท่าที่รู้อาวุธสงครามที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยตอนนี้นั้น ทุกชนิดรวมกันมีอยู่ประมาณ 1,000 กว่ากระบอก ซึ่งอาวุธเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนมือกันไปเรื่อยๆ บางคนใช้สังหารเหยื่อเสร็จก็ขายทิ้งเพราะไม่อยากเก็บไว้เป็นหลักฐาน”

คนมีสี’ พ่อค้าอาวุธตัวจริง

ขณะที่นายทหารซึ่งมีความแม่นยำด้านการข่าวอีกท่านหนึ่ง อธิบายถึงกระบวนการในการนำอาวุธร้ายแรงอย่าง M79 มาก่อเหตุเพื่อหวังผลทางการเมืองว่า M79 ที่ใช้ก่อเหตุในกรณีข้างต้นนั้น ไม่ได้ออกมาจากกองทัพอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่เป็นอาวุธที่นำเข้ามาจากฝั่งกัมพูชา โดยผู้ที่จะทำมาหากินในเส้นทางนี้ได้ก็ต้องมีบารมีมากพอ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็หนีไม่พ้น ‘คนมีสี’ โดยเฉพาะนายทหารระดับนายพล ทั้งที่เป็นนายทหารนอกราชการและที่ยังรับราชการอยู่

บุคคลเหล่านี้จะมีสายสัมพันธ์อันดีกับนายทหารระดับสูงของกัมพูชา และใช้คอนเนกชั่นของนายพล ชาวกัมพูชาในการติดต่อซื้อขายกับนายหน้าที่ค้าอาวุธให้กองทัพกัมพูชา และด้วยความที่เป็นนายทหารระดับสูง ซึ่งอยู่ในวงการทหารมานานการจะเคลียร์เส้นทางเพื่อนำอาวุธสงครามเข้ามาในไทยจึงไม่ใช่เรื่องยาก โดยพาหนะที่ปลอดภัยที่สุดในการขนย้ายก็คือรถของทหารนั่นเอง

“พ่อค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ในประเทศไทยตอนนี้ก็มีแต่คนมีสีทั้งนั้น เขาก็จะมีนายทหารรุ่นน้องๆ ที่รักใคร่เกรงอกเกรงใจกันช่วยเคลียร์เส้นทางให้ ส่วนใหญ่ก็ฝากมากับรถทหารนั่นแหละ แหม..เอาของใส่รถทหารมาใครจะกล้าค้น พอเข้ามาในประเทศแล้วการค้าขายก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะของพวกนี้มันมีกลุ่มคนที่ต้องการอยู่แล้ว และวงการเขาก็จะรู้กันว่า ถ้าอยากได้ของต้องไปติดต่อใคร ส่วนใหญ่เขาก็จะให้นายทหารตัวเล็กๆ พลทหารบ้าง จ่าบ้าง ซึ่งเป็นลูกน้องเขาเป็นคนขนของไปส่งลูกค้า หรือบางทีก็ทำหน้าที่เซล ช่วยติดต่อกระจายสินค้าให้ด้วย

คนมีสีที่เป็นพ่อค้าอาวุธสงครามที่ขึ้นชื่อที่สุดในวงการตอนนี้คือ “พล.อ. พ.พาน” เป็นนายทหารนอกราชการ เขามีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ “นายพล ซ.โซ่” ของกัมพูชา เขาก็ติดต่อกับผู้ค้าอาวุธในกัมพูชา ผ่านนายพล ซ.โซ่ นอกจากนั้นน้องชายของ พล.อ.พ.พาน คือ“พล.ท. ต.เต่า” ซึ่งยังรับราชการทหารอยู่ ก็ไปร่วมลงทุนกับนายพล ซ.โซ่ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบ่อนการพนันในกัมพูชาด้วย

อาวุธสงครามที่คนมีสีพวกนี้นำเข้ามาก็จะมีทั้งอาก้า , M16 , M79 แล้วก็มีลูกน้องที่เป็นนายทหารคอยจัดส่งสินค้า สังเกตได้ว่าเวลามีการจับกุมอาวุธสงครามจะมีทหารระดับปลายแถวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ บางทีก็เป็นคนติดต่อจัดหารอาวุธ บางทีก็เป็นคนขับรถ ส่วน M79 ที่ใช้ก่อความวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมาก็มาจากเขมรนี่แหละ การจะเอาปืนออกมาจากกองทัพนั้นเป็นไปได้เลย แต่ถ้าหากเป็นเครื่องกระสุนนี่ สามารถเอาออกมาได้ ทั้งกระสุน M16 , ลูกระเบิด M79 โดยจะเอาออกมาในช่วงที่มีการซ้อมยิง เช่น ทำเรื่องเบิกออกมา 100 นัด อาจใช้จริงแค่ 50 นัด ที่เหลือก็เอาออกมาขาย”

สนนราคา

สำหรับสนนราคาของอาวุธสงครามที่มีการซื้อขายในปัจจุบันนั้นสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากปริมาณสินค้าเริ่มขาดแคลน โดยเมื่อ 4-5 ปีก่อนนั้น ปืนอาก้า และปืน M16 ที่ขายตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ราคาเพียงกระบอกละ 5,000 -6,000 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบัน อาก้า ราคาขึ้นไปถึง กระบอกละ 10,000 -12,000 บาท ส่วน M16 ราคาอยู่ที่ 10,000 -15,000 แต่หากอาวุธถูกขนส่งเข้ามาขายในตลาดมืดของไทย อาก้า ราคาจะขึ้นไปที่ 15,000-17,000 บาท ส่วน M16 ขยับไปถึง 20,000 บาท

ส่วน M79 ที่ซื้อขายกันปัจุบันมีอยู่ 2 รุ่น คือ 1) M 203 ซึ่งเป็นการนำปืน M16 A1 มาประกอบกับเครื่องยิง M 79 โดยรุ่นนี้ใช้ยิงได้ทั้งลูกกระสุนของ M16 และลูกระเบิดของ M79 สนนราคาอยู่ที่ 25,000 บาท และ 2) M79 ซึ่งเป็นเครื่องยิงระเบิด M79 ราคาที่ขายตามแนวชายแดนอยู่ที่ 10,000 บาท แต่หากนำเข้ามาขายในประเทศจะอยู่ที่กระบอกละ 15,000 บาท


เรื่อง จินดาวรรณ สิ่งคงสิน

ที่มา : ผู้จัดการ


Like ให้ด้วยจะดีมาก

You may also like...

watch anime online free watch movies free online watch tv series online free free watch movies online myflixer flixtor watch series online free watch series soap2day movies watchmovieshd watch series hd