AK-12 ปืนไรเฟิลผู้สานต่อจากปืนในตำนานอย่าง ak-47 ยิงรัวหูดับหูไหม้

AK-12 เป็นปืนรุ่นที่ 5 ของ “อาก้า” (Automat Kalashnikov) ซึ่งจะผลิตออกมาหลายเวอร์ชัน รวมทั้งสำหรับส่งออก และจะกลายเป็นปืน และมีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกรุ่นหนึ่งในวงการกลาโหมของโลก ทั้งเป็นที่หมายตาของประเทศที่อยู่นอกค่ายนาโต้ และสหรัฐฯ หลายประเทศอยู่ในจังหวะที่จะต้องเปลี่ยนอาวุธปืนของกองทัพเสียใหม่ สำหรับกำลังพลหลายหมื่น หรือหลายแสนคน

ปืนของคาลาชนิคอฟได้ชื่อเป็นอาวุธประจำกายนักรบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเชื่อถือได้มากที่สุดอีกยี่ห้อหนึ่ง โดยมี AK-47 เป็นธงนำ และกลายเป็นตำนานแห่งอาวุธปืนเล็กยาวกึ่งอัตโนมัติในศตวรรษที่ 20 แต่หลายทศวรรษมานี้สหรัฐฯ กับพันธมิตร ได้ผลิตปืนเล็กยาวกึ่งอัตโนมัติออกมาอีกหลายรุ่นที่มีความแม่นยำสูงกว่า ทั้งทนทาน ทันสมัยมากกว่าอีกด้วย

กองทัพรัสเซียสั่งให้กลุ่มอุตสาหกรรมอิซห์มาช (Izhmash) ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้กระทรวงกลาโหม ศึกษาวิจัย และทดลองเพื่อผลิตอาวุธปืนใหม่ออกมาให้สอดคล้องกับสภาพสงครามในยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยยึดถือพื้นฐานของ AK-47 อันเป็นตำนานคู่กองทัพมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต

จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ คาลาชนิคอฟเมื่อก่อน กับรัฐวิสาหกิจอิซห์มาชในวันนี้ ผลิต AK รุ่นต่างๆ ออกมาประมาณ 75 ล้านกระบอก เมื่อรวมกับเวอร์ชันที่ผลิตในอีกกว่าสิบประเทศทั่วโลก ทั้งที่มีลิขสิทธิ์ และผลิตโดยลอกเลียนแบบก็จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านกระบอก

ในช่วงสงครามเวียดนาม ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และลาว ใช้ AK-47 เป็นอาวุธหลักในการต่อสู้กับสหรัฐฯ และรัฐบาลที่สหรัฐฯ หนุนหลัง หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีประวัติศาสตร์คล้ายกัน ได้รับเอกราช และนำชาติเข้าสูยุคใหม่มาได้ก็เพราะ “อาก้า”

จากวันนั้นถึงวันนี้ประเทศต่างๆ เหล่านี้ได้ทยอยเปลี่ยนอาวุธให้กองทัพ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นปืนของคาลาชนิคอฟ ซึ่งรวมทั้งเวียดนาม ลาว กัมพูชา ติมอร์เลสเต อินโดนีเซีย พม่า ไปจนถึงอินเดีย เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี ก็ถึงโอกาสอันควรที่จะต้องเปลี่ยนใหญ่กันสักครั้ง ไม่ว่าจะเก็บเอาไว้ในคลัง หรือผ่านการใช้งานมามากน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะ 20 ปีเป็นช่วงอายุเฉลี่ยที่ AK-47 ใช้งานได้ดีที่สุด

ยังไม่ต้องพูดถึงอีกหลายประเทศในแอฟริกา หรือละตินอเมริกา จนถึงยุโรปตะวันออก ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะปืนอาก้า ประเทศโมซัมบิกสำนึกในบุญคุณของ AK-47 จนต้องนำขึ้นไปประดับบนธงชาติคู่กับสัญลักษณ์ประเทศ ในขณะที่ติมอร์เลสเตนำไปใช้ในตราประจำชาติ.

อาก้าได้ชื่อในความอึดความทน ใช้ได้ในทุกสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ หยิบขึ้นจากโคลนก็เหนียวไกยิงได้ทันที ยิงจนหมดแมกกาซีน 30 นัดโดยไม่มีติดขัด ถอดสลักเพียง 3 ชิ้นก็ทำความสะอาดได้ แม้ไม่ต้องการการบำรุงรักษามากมาย

ถึงกระนั้นถ้าหากเทียบกับคู่แข่งอย่าง M-16 ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความแม่นยำ แม้กระสุนของอาก้าจะมีขนาดใหญ่กว่า และคุยระยะหวังผลเอาไว้ถึง 350 เมตร แต่ในสนามจริงจะยิงให้เข้าเป้าห่างออกไปสัก 200 เมตรก็ยังลำบาก ซึ่งเรื่องนี้ M-16 ทำได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ในสงครามกองโจรปืนอาก้าได้เปรียบทั้งในด้านความคล่องตัว และความทนทายาด และในระยะซุ่มยิงประมาณ 100 เมตรในป่าดงนั้น กระสุนของอาก้ามีอานุภาพสูงกว่าในการหยุดยั้ง หรือทำลายคู่ต่อสู้

แต่ในปัจจุบัน สหรัฐฯ พัฒนาอาวุธปืนไปไกลกว่า M-16 หลายยุคแล้ว

ปืนของสหรัฐฯ ติดอุปกรณ์ช่วยรบได้มากมาย ยิงได้แม่นยำต่างไปจากเมื่อ 2-3 ทศวรรษก่อน และรัสเซียทราบดีว่าหากประชันกันตัวต่อตัว กระบอกต่อกระบอก ปืนของคาลาชนิคอฟยากที่จะเทียบรัศมีปืนเล็กยาวกึ่งอัตโนมัติของสหรัฐฯ ได้ ถึงแม้จะพัฒนาต่อจาก AK-47 มาอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น AKM (AK Modern) AK-74 (ประจำการปี 1974) และ AK-100s ซึ่งเป็นเวอร์ชันส่งออกของ AK-74 กับรุ่นย่อยอีกนับสิบรุ่นก็ตามที

บริษัทอิซห์มาชนำต้นแบบ AK-12 ออกแนะนำตัวตั้งแต่ต้นปี 2554 ซุ่มพัฒนาต่อมา 1 ปีเต็ม ก่อนจะเริ่มทำทดสอบหาจุดบกพร่อง และปรับปรุงแก้ไขตลอดปีที่แล้ว ซึ่งสำนักข่าวโนวอสติของทางการรัสเซียรายงานว่า การทดสอบแล้วเสร็จลงในเดือน พ.ย. ซึ่งมีการแก้ไขจุดอ่อนไปจำนวนหนึ่ง ก็จึงถึงรอบที่กองทัพจะต้อง “เล่นเอง” จนเป็นที่พอใจ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้
.AK-12 (หรือ AK รุ่นปี 2012) ออกมาในรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยยิ่งขึ้น ติดรางพิคาทินนี (Picatinny) เกือบจะตลอดสัน และติดเพิ่มด้านล่างเพื่อพ่วงอุปกรณ์ช่วยรบต่างๆได้รอบตัว แต่โดยรวมก็ยังยึดความเป็นปืนที่บึกบึน ใช้ง่าย บำรุงรักษาง่าย ชิ้นส่วนหลายชิ้นยังคล้ายกับของอาก้ารุ่นก่อน แม้จะผลิตใหม่ด้วยวัสดุที่ต่างออกไปก็ตามที

อิซห์มาชกำลังจะผลิต AK-12 ออกมาหลายขนาด รุ่นที่ใช้ในกองทัพรัสเซียจะเป็นกระสุนขนาด 5.45×39 มาตรฐานของ AK-74 ส่วนเวอร์ชันส่งออกจะมีกระสุนให้เลือกมากกว่า รวมทั้งขนาด 5.56×45 มาตรฐานนาโต้-สหรัฐฯ ด้วย

ใกล้ตัวเข้ามาในลาว และกัมพูชา ปัจจุบัน กองทัพของสองประเทศนี้ ใช้ “แบบ-56” (Type-56) ซึ่งเป็น AK-47 ฉบับก๊อบปี้ของจีนเป็นหลัก ในกัมพูชานอกจากจะมี “แบบ-56” แล้ว ยังมี AK-47 กับ AKM จำนวนมาก แต่ทั้งหมดใช้งานมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นมีอายุกว่า 50 ปี

สำหรับกองทัพประชาชนเวียดนามจะมีความหลากหลายมากกว่า เพราะมีทั้ง “แบบ-56” AKM, AK-74 และ AK-108 ซึ่งแสดงให้เห็นการปรับเปลี่ยน มีการจัดหาปืนใหม่มาเป็นระยะ

บางหน่วยของกองทัพบกไทยใช้ “อาก้าจีน” เป็นหลัก ไม่ต่างจากในกองทัพเพื่อนบ้านที่ชายแดนติดกัน เช่น พม่า และไกลออกไปในบังกลาเทศ ปากีสถาน ยกเว้นอินเดียที่ผลิตทั้ง AK-47, AKM และ AK-74 โดยซื้อสิทธิบัตรจากรัสเซียอย่างถูกต้อง

แต่ทั้งหมดนี้อาจจะได้เวลาต้องโละ เพราะ “อาก้ารุ่นเก่า” ล้าสมัยมากแล้ว.


ที่มา : MGROnline


Like ให้ด้วยจะดีมาก

You may also like...

watch anime online free watch movies free online watch tv series online free free watch movies online myflixer flixtor watch series online free watch series soap2day movies watchmovieshd watch series hd