ทำไมปืน HK33 ยังไม่ปลดประจำการสักที อยู่คู่กองทัพไทยมายาวนาน

HK33 ถือว่าเป็นปืนไรเฟิลที่มีอายุประจำการในกองทัพไทยยาวนานที่สุดกระบอกหนึ่งของกองทัพ และถือว่าเป็นอาวุธปืนเล็กที่มีความทนทานมากที่สุด อย่างเหลือเชื่อกระบอกหนึ่งมากที่สุดในวงการอาวุธ จากค่ายโซนยุโรปตะวันตกในยุคสงครามเย็น และนับเป็นปืนกระบอกแรกในประวัติศาสตร์ปืนเล็กยาวรุ่นใหม่ ในฐานะของปืนที่ถูกผลิตขึ้นเอง เพื่อใช้ในกองทัพไทย HK33 รุ่นแรกๆ ถูกผลิตโดยกรมสรรถพาวุธทหารบก และเข้าประจำการในปี พศ 2511 เป็นต้นมาของชื่อ ปลย.11 หรือ ปืนเล็กยาวแบบ 2511 นั้นเอง (ก่อนหน้านี้มีที่เราอาจจุไม่รู้จักเช่น ป.99/Arisaka type99  ปลยบ.88/ M1 Garand  ปลย.05 /FN FAL

คำจำกัดความของคำว่า ปลย เป็นอาวุธปืนที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ยิงโดยการประทับไหล่ภายในลำกล้องมีการเซาะให้เป็นสันเกลียวและร่องเกลียวที่ผนังลำกล้อง สันเกลียวนี้จะสัมผัสกับหัวกระสุน และรีดหัวกระสุนไปตามสันเกลียว และหมุนควงรอบตัวเอง เพื่อรักษาการเคลื่อนที่ของหัวกระสุน มิให้ตีลังกาในอากาศ และเพื่อเพิ่มความแม่นยำจนถึงอำนาจสังหาร

ในทางการทหารแล้ว คำว่า ปืน ( Gun ) ไม่ได้หมายถึงปืนเล็กยาวแต่หมายถึงปืนใหญ่นอกจากนี้ในงานนวนิยายหลายเรื่อง คำว่าปืนเล็กยาวหรือปืนไรเฟิลจะหมายถึงอาวุธใดๆ ก็ตามที่มีพานท้าย และต้องประทับบ่าก่อนยิง ถึงแม้ว่าอาุวุธดังกล่าวจะไม่ได้ทำร่องเกลียวไว้ในลำกล้อง หรือไม่ได้ยิงกระสุนก็ตาม

ืนเล็กยาว น่าจะเป็นคำจำกัดความของตัวปืน ที่มีความยาวและคงลักษณะของความเป็น Rifle เอาไว้ แต่กระสุนที่ใช้เป็นกระสุนขนาดกลางไปจนถึงกระสุนขนาดเล็ก จึงนับได้ว่าอาวุธปืนเล็กที่ใช้เพื่อประจำการในส่วนของเหล่าทหารราบ และหน่วยทหารทั่วไป

ประเทศไทย กองทัพบกได้ซื้อ HK33มาทดสอบและประจำการในปี2511 จากนั้นได้ดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์ รวมถึงเครื่องจักรและโรงงาน เพื่อผลิต HK 33 เพื่อป้อนให้กับกองทัพ โดย ใช้ชื่อว่า “ปืนเล็กยาวแบบ 11 “หรือ”ปลย. 11” ทหารอากาศเรียกว่า ปลยอ.5.56-3 ตามปีที่รับเข้าประจำการ พ.ศ.2511 ที่เรารู้จักกันดี โดย บริษัท West German armament manufacturer Heckler & Koch GmbH (H&K) ได้สร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร ไว้ที่ บริเวณกรมสรรพาวุธทหารบก สะพานแดงบางซื่อ มีชื่อเรียกว่า”โรงงานอาวุธ3” ในปี2515. และเดินสายการผลิตในปี 2516 การตั้งสายการผลิตเพื่อเพิ่มเติมขีดความสามารถในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในประเทศและการป้องกันประเทศ

มีการแจกจ่ายไปใช้งานไม่ใช้แค่ ในกองทัพบก เท่านั้นยังมีส่วนอื่นๆอีก เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมประมง ฯลฯ ปัจจุบัน ไม่มีการผลิตขึ้นทั้งกระบอกแล้ว(เรื่องนี้ ให้ สมช.อภิปลายกันครับผมขอนั่งดูห่างๆน่ะ) มีเพียงการผลิต ชิ้นส่วนเพื่อการซ่อมปรับปรุง ปืนที่เข้ามาซ่อมปรับปรุงตามวงรอบและงบประมาณที่ได้รับ (มันถึงยังมีหลายๆหน่วยยังไม่ได้รับเวียนของที่ซ่อมแล้วไปใช้ไงครับ) หลังจากยกเลิกการผลิตไป ก็มีความพยายามที่จะพัฒนากันมาเรื่อยๆ เช่น

ใน พ.ศ.2529 พ.ท.ธีระ เจริญเอม ผอ.กชส.ศอ.สพ.ทบ ได้เอาข้อดีของกลไก ปลย. แบบ ต่างๆ เข้ามาผสมผสานกันคือ
– ระบบขัดกลอนแบบลูกกลิ้งขัดกลอนใช้ของ ปลย.11
– ระบบปลดกลอน ใช้ระบบปลดกลอนด้วยแก๊ส ของ ปลย. AK-47 มาใช้แทนการปลดกลอนด้วยระบบ DELAY BLOW BACK ของ ปลย.11
– ระบบพานท้ายใช้ของ ปลย.เอ็ม 16 แบบสั้น
ซึ่งได้ออกแบบสาเร็จและเริ่มผลิตต้นแบบ เมื่อ 27 ก.ค.29 ใช้ชื่อว่า ปลย.11 – ตส.1แต่เมื่อในไปทดสอบในสนามกลับไม่ประสบความสำเร็จและพับโครงการไปในที่สุด

จากนั้นก็มีการนำมาดัดแปลง เป็นปืน Bullpup (สตช.ก็ทำของตัวเองด้วย)โดยเวอร์ชั่นแรกนำไปผสมกับ M16 และเวอร์ชั่นล่าสุดนำไปผสมกับG36 ปลย11 จะยังอยู่กับกองทัพไปไปอีกนานครับตราบเท่าที่ กองทัพบกยังไม่ รื้อโรงงานทิ้งหรือมีการให้พัฒนา ปลย.แบบของเราเอง เพราะตอนนี้เครื่องจักรและคน นั้นใช้ในการซ่อมสร้าง ปรับปรุง อาวุธแบบอื่นๆด้วย เช่น ปืนตระกูล AR,TAR 21และปืนแบบอื่นๆอีก โดยใช้เครื่องมือ จากสมัย นั้น
ส่วนการที่เราจะสามารถพัฒนาและสร้างอาวุธเองได้หรือไม่ มันอยู่ที่ วิสัยทัศน์ ของผู้นำเหล่าทัพ นั้นแหล่ะครับ เทคโนโลยีมันตามทันกันหมด


ที่มา : เพจ ป ปืน


Like ให้ด้วยจะดีมาก

You may also like...