M-16A1 กระดูกสันหลังของกองทัพไทยที่กำลังลาจากไป

M-16A1 กระดูกสันหลังของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของไทยที่กำลังลาจากไป

หลังจากรับใช้ชาติดมาอย่างยาวนานนับแต่สงครามเวียดนามกว่า 40 ปี และเป็นปืนเล็กยาวที่ประจำการใน 3 ทัพ ตำรวจ และกรมการปกครอง ถึงวันนี้หลายๆหน่วยงานเริ่มทยอยปลดและปรับเปลี่ยน M-16A1 ออกจากประจำการด้วยเหตุที่ใช้งานมาอย่างยาวนานแล้ว…

โดยกองทัพบกได้นำ IMI Tavor TAR-21 ซึ่งเป็นปืนเล็กยาวรุ่นใหม่ของอิสราเอล ออกแบบตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เริ่มทดสอบตั้งแต่ พ.ศ. 2542-2543 และเริ่มประจำการตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ในกองทัพโคลัมเบีย, คอสตาริกา, จอร์เจีย, กัวเตมาลา, อิสราเอล, อินเดีย และโปรตุเกส โดยกองทัพบกไทยได้ทำสัญญาสั่งซื้อ ทาวอร์ ทาร์ 21 เข้าประจำการ จำนวน 58,206 กระบอก ในปี พ.ศ. 2550-2552 และเข้าประจำการในชื่อว่า “ปืนเล็กยาว แบบ 50 (ปลย. 50)”

อีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งนำปืนเล็กยาวแบบใหม่มาใช้งานคือกรมการปกครอง ซึ่งสั่งซื้อปืนเล็กยาว AK102 จำนวนกว่า 4พันกระบอกจ่ายเป็นอาวุธสำหรับ อส.(อาสาสมัครรักษาดินแดน) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปืนเอ็ม 16 เป็นปืนเล็กยาวที่กองทัพบกสหรัฐอเมริกากำหนดขึ้น โดยเรียกชื่อไล่จาก Armalite AR-15  เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่ยิงด้วยกระสุนขนาด 5.56 x 45 mm. NATO   ที่ออกแบบโดยนาย Eugene Stoner ในปีค.ศ. 1950

“วันที่ 16 มิถุนายน พศ. 2506 หน่วยลาดตระเวนสังกัดกองร้อยที่ 340 ปะทะกับข้าศึกจำนวน 3 นาย ขณะออกปฏิบัติการในป่าลึก ทหารเวียตกง 2 นาย มีอาวุธปืนคาร์บิน ลูกระเบิดขว้าง ระเบิดแสวงเครื่อง ข้าศึกอีก 1 นายใช้อาวุธปืนกลมือ ที่ระยะประมาณ 15 เมตร ทหารเวียตนามใต้ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจม AR-15 (ต้นแบบของปืน M-16) ยิงต่อสู้โดนทหารเวียตกง 3 นัด หนึ่งนัดเด็ดหัวข้าศึกออกจากคอ หนึ่งนัด กระทบที่แขนทำให้แขนหลุด อีกนัด เข้าด้านขวาของลำตัว เกิดเป็นรูบาดแผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว ในความเห็นของข้าพเจ้า บาดแผลจากกระสุนเพียงนัดใดนัดหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะปลิดชีพข้าศึก ฯลฯ” (รายงานของนายทหารอเมริกัน ที่ปรึกษากองทัพเวียตนามใต้และสังเกตการณ์ในสงครามเวียตนาม)

ปืน M16 ผลิตในปีค.ศ. 1963 สังเกตปลอกลดแสง (Flash Hider) ยังเป็นแบบ 3 แฉก (Three-prong Flash Hider) เหมือนของปืน AR-15 อยู่ และไม่มีคันส่งลูกเลื่อน (Forward Assist Assembly) ติดตั้งมาให้  ปืน AR-15 ก็ได้รับการพัฒนาจนออกมาเป็นปืน M16  และเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯในปีค.ศ.1964

ส่วนทางกองทัพบกสหรัฐฯก็ได้นำปืน M16 มาพัฒนาต่อเป็นปืน XM16E1 ซึ่งได้เพิ่มระบบคันส่งลูกเลื่อน (Forward Assist Assembly) เข้ามาและเข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐฯพร้อมทั้งเรียกชื่อใหม่ว่า “”US Rifle, 5.56mm, M16A1″

ปืน M16A1 ผลิตในปีค.ศ. 1967 สังเกตปลอกลดแสง (Flash Hider) จะเป็นซี่คล้ายกรงนกมีรูลดแสง 4 รู (”Bird Cage” Flash Hider) และมีคันส่งลูกเลื่อน (Forward Assist Assembly) ติดตั้งมาให้แล้ว และยังมีการเปิดสายการผลิตปืน M16 ในรูปแบบอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอีกหลายประเทศทั่วโลก

M-16A2

ซึ่งต่างจากปืน M16A1 ตรงที่แบบอัตโนมัติของรุ่น A1 จะเป็นแบบอัตโนมัติเต็มตัว (Full-Auto) กล่าวคือปืนจะทำการยิงตามวงรอบการทำงานไปเรื่อยๆ  จนกว่าผู้ยิงจะเลิกเหนี่ยวไกปืนหรือจนกว่ากระสุนจะหมดซองกระสุน มิใช่ยิงเป็นชุด (Burst) เพียง 3 นัดเท่านั้น ไม่ว่าผู้ยิงจะเหนี่ยวไกค้างไว้หรือไม่ก็ตาม

ในปีค.ศ. 1994 ทางบริษัทโคลต์ได้มีการปรับปรุงสมรรถภาพของปืน M16A2 อีกครั้ง เป็นรุ่น A3 และ A4 ตามลำดับ โดยปืน M16A3 นั้นสามารถยิงได้สองโหมดคือ -ยิงทีละนัด (Semi-Auto) และยิงอัตโนมัติเต็มตัว (Full-Auto)

ส่วนปืน M16A4 นั้นรูปร่างก็มิได้แตกต่างไปจากรุ่น A3 เพียงแต่จะยิงได้สองโหมดนี้คือ โหมดยิงทีละนัด (Semi-Auto) และแบบอัตโนมัติชุดละ3นัด (Three-Burst Auto)

โดยทั้งรุ่น A3 และ A4 มีลักษณะภายนอกคล้ายกับ A2 ทุกประการแต่สามารถถอดด้ามหูหิ้ว (Flat Top Recceiver) ออกเพื่อติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆได้ ในขณะที่ A2 จะเป็นแบบติดตั้งตายตัว

ในช่วงทศวรรษ 1980 ปืน M16A1 ติดขาทรายและปืนกลเบา M60 จะถูกแทนที่ด้วยปืนกลเบา SAW M249 ซึ่งใช้กระสุนขนาด 5.56×45 mm. NATO รุ่น M855 Ball เช่นเดียวกับปืน M16A2 เพื่อเพิ่มอานุภาพของอาวุธและลดภาระในการจัดส่งกระสุนและเสบียงเข้าสู่สนาม รบของหน่วยพลาธิการ

ทหารไทยหน่วยแรกที่ได้รับปืนเล็กยาว M-16 เข้าประจำการ คือ หน่วยจงอางศึก (Queen Cobra)  เป็นชื่อเรียกหน่วยทหารจากกรมทหารอาสาสมัคร ที่ไปปฏิบัติการรบในสาธารณรัฐเวียดนาม (เวียดนาม ใต้) ชุดแรก ช่วงสงครามเวียดนาม พ.ศ. 2510-2511 ซึ่งปัจจุบันคือกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี แล้วชุดต่อมาที่ได้ใช้คือชุดกองพลเสือดำ ที่ไปรบเวียดนามอีกเช่นกัน


ที่มา : oknation


Like ให้ด้วยจะดีมาก