S&W M67-5 ปืนต่อสู้ระดับผลงานชิ้นเอก คล่องตัว เหมาะสำหรับเป็นปืนเฝ้าบ้าน

ปืนลูกโม่โครงขนาดกลางของ สมิธแอนด์เวสสัน เริ่มผลิตครั้งแรกในปี ค.ศ. 1899 จัดว่าเป็นขนาดที่ลงตัวพอดีสำหรับเจ้าหน้าที่ปราบปรามและงานต่อสู้ป้องกันตัว สมิธฯ เรียกโครงปืนขนาดนี้ว่า K-frame โดยมีรุ่นโครงเล็กสำหรับปืนพกซ่อนเรียกว่า J-frame และโครงใหญ่ N-frame ที่เหมาะกับกระสุนหน้าตัดใหญ่ สำหรับล่าสัตว์หรือเมื่อต้องการอำนาจหยุดยั้งแบบเฉียบขาดเป็นพิเศษ ปืน K-frame รุ่นแรกนั้น เป็นแบบศูนย์ตาย คือทำร่องบากศูนย์หลังไว้ที่สันโครงโดยตรง ใช้กระสุน .38 สเปเชียล สมิธฯ ตั้งชื่อรุ่นว่า “Military & Police” เรียกขานกันด้วยตัวย่อว่า “เอ็มพี” ต่อมาในปี ค.ศ.1957 เมื่อบริษัทใช้รหัสรุ่นแทนชื่อ ปืน เอ็มพี ได้รหัสเลขต่ำสุดคือ โมเดล 10 มียอดผลิตนับถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้นกว่าหกล้านกระบอก ถือได้ว่าเป็นปืนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของสมิธฯ

หลังจากผ่านสงครามโลกสองครั้ง สมิธฯ แต่ง เอ็มพี เป็นปืนยิงเป้าโดยเปลี่ยนใส่ลำกล้องหกนิ้ว เพิ่มศูนย์ปรับได้ และ “หลังถนน” บนสันลำกล้อง แต่งไกอย่างดี เสนอขายในปี ค.ศ.1947 ใช้ชื่อ “ทาร์เก็ตมาสเตอร์พีส” (Target Masterpiece) ที่เรียกกันแพร่หลายว่า K-38 ตามขนาดโครงปืนและกระสุน ต่อมาสองปี ตัดลำกล้อง K-38 เหลือสี่นิ้ว เปลี่ยนศูนย์หน้าจากแบบตัดฉากสำหรับยิงเป้าเป็นแบบต่อสู้ลาดมาด้านหลังเพื่อให้เหมาะกับการชักออกจากซอง เรียกชื่อรุ่นว่า คอมแบ็ตมาสเตอร์พีส และเพิ่มคอมแบ็ตแม็กนัมขนาด .357 ในปี ค.ศ.1955 ซึ่งปืน K-frame สามรุ่นนี้ได้รหัสตัวเลข คือ โมเดล 14, 15 และ19 ตามลำดับ

เมื่อถึงยุคปืนสเตนเลสส์ เอ็มพี ได้รหัส โมเดล 64 เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 1970 ตามด้วย โมเดล 66 คอมแบ็ตแม็กนัม ปี ค.ศ.1971 และ โมเดล 67 คอมแบ็ต มาสเตอร์พีส สเตนเลสส์ ปีค.ศ. 1972 มีเพิ่มโมเดล 65 ในปีค.ศ. 1974 เป็นเอ็มพี ใช้กระสุน .357 แม็กนัมปืนนายแบบสัปดาห์นี้ รหัส 67-5 เป็นวิวัฒนาการต่อเนื่องจากรุ่นแรกที่ผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ.1972-1977 ดังนี้

67-1 (1977-1988) ย้ายแหวนกันเปลวไฟจากบานพับไปฝังไว้ที่ช่องโม่, ปี ค.ศ.1982 เลิกใส่สลักท้ายลำกล้อง

67-2 (1988-1993) เปลี่ยนแบบบานพับ, บูชรับปลายเข็มแทงชนวนในโครงปืน

67-3 (1993-1998) เปลี่ยนแป้นคัดปลอกเป็นแบบสี่เหลี่ยม, เลิกใช้ด้ามไม้, ปี 1996 เลิกทำรุ่นด้ามเหลี่ยม, ปีค.ศ. 1997 เริ่มใช้ชิ้นส่วน MIM (ฉีดหล่อโลหะ) ทำไกและปุ่มเปิดโม่

67-4 (1998-2002) เลิกเซาะร่องหลังด้าม, เริ่มใช้นกสับ MIM และเข็มแทงชนวนฝังโครง

67-5 (2002-ปัจจุบัน) เพิ่มกุญแจล็อกบนตัวปืนตามกฎหมายบังคับ

67-6 (2004) ลำกล้องแยกกับครอบเป็นสองชิ้น ต่อมาเปลี่ยนกลับไปใช้ลำกล้องชิ้นเดียวตามเดิม

ในรูปแบบล่าสุดที่เห็นอยู่นี้ โมเดล 67-5 ยังคงความเป็น “คอมแบ็ตมาสเตอร์พีส” คือปืนต่อสู้ระดับผลงานชิ้นเอก ใช้กระสุน .38 สเปเชียลแรงสูงระดับ +P ได้ทุกแบบ วัสดุสเตนเลสส์ ต้านสนิมได้ดี ดูแลง่ายยืดอายุใช้งาน ศูนย์แบบยิงเป้า ปรับให้พอดีกับระดับความแรงของกระสุนและรสนิยมในการเล็งได้สะดวก หน้าไกเรียบเหมาะกับการยิงแบบดับเบิล นกสับเบาจุดระเบิดได้เร็ว ลดความผิดพลาดของคนยิง ลำกล้องหนา หลังถนนกว้างเท่า K-38 ให้ความแม่นยำสูงใกล้เคียงปืนยิงเป้า แม้ว่าจะจุกระสุนได้น้อยเมื่อเทียบกับปืนระบบกึ่งอัตโนมัติ แต่มีข้อดีคือ ใช้งานง่าย คล่องตัว เหมาะสำหรับเป็นปืนเฝ้าบ้าน และใช้ยิงเป้าฝึกซ้อม หรือลงแข่ง “ปืนสั้นชาวบ้าน” ได้ดี.


ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช

… อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/272907/