ประเทศไทยเคยประดิษฐ์ปืน Siamese Mauser ใช้ในราชการ สมัยรัชกาลที่5

ประเทศไทยเคยประดิษฐ์ปืนปลย. 45

ปืนเล็กยาว ร.ศ. 121 หรือ ปืนเล็กยาว แบบ 45 (ปลย. 45) เป็นปืนเล็กยาวแบบลูกเลื่อนบริหารกลไกด้วยมือ ใช้กระสุนขนาด 8×50 มม. แบบหัวป้าน (8×50 mm. R Siamese Mauser Type 45) เข้าประจำการเมื่อปี พ.ศ. 2445-2446 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากเดิมกองทัพสยามเคยสั่งซื้อปืนเล็กยาว Steyr-Mannlicher M1888 หรือ ปืนเล็กยาว แบบ 33 (ปลย. 33) จากประเทศออสเตรียมาใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2433 ซึ่งปืนรุ่นดังกล่าวใช้ระบบลูกเลื่อนดึงตรงแบบสองจังหวะและใช้กระสุนขนาด 8×50 mm. R Mannlicher ซึ่งปืนดังกล่าวไม่เป็นที่พึงพอใจในประสิทธิภาพมากนัก จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการออกแบบโดยยึดรูปแบบปืนเล็กยาว Swedish Mauser M1894 ขนาด 6.5×55 มม. ของประเทศสวีเดนเป็นหลัก และด้วยการที่ปืนเล็กยาวรุ่นนี้ใช้ระบบลูกเลื่อนแบบ Mauser จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษด้วยว่า “Siamese Mauser M1902/M1903”

ต่อมาในปีพ.ศ. 2466 สมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการสั่งซื้อปืนเล็กยาวแบบ 66 หรือปืนอาริซากะ (Arisaka) ซึ่งเป็นปืน Mauser M1923 แต่ผลิตโดยญี่ปุ่นเข้ามาใหม่ และได้มีการปรับเปลี่ยนกระสุนจากขนาด 8×50 มม.เป็นขนาด 8×52 มม.หรือ 8×52 mm. R Siam Mauser Type 66 ซึ่งเป็นกระสุนแบบหัวแหลม เพื่อไม่ให้ปืนติดขัดเวลาป้อนกระสุนเข้ารังเพลิง ปืนเล็กยาวที่ซื้อมาก่อนหน้านี้อย่างปลย. 45 และปลส. 47 จึงได้นำมาคว้านรังเพลิงเพื่อใช้กับกระสุนใหม่นี้ด้วย และเรียกชื่อใหม่ว่า ปลย. 45/66 กับปลส. 47/66 ซึ่งไทย( ขณะนั้นเรียกสยาม ) ซื้อพิมพ์เขียวจาก เยอรมัน มาจ้างผลิตที่โรงงานสรรพวุธกองทัพญี่ปุ่น โดยปกปิดการดำเนินการด้วยเหตุผลทางการมืองขณะนั้น ที่ฝรั่งเศส-อังกฤษ เข้ามาเป็นเป็นเจ้าอาณานิคมดินแดนเพื่อนบ้าน (ฝรั่งเศส ลาว เขมร: อังกฤษ พม่า มลายู) มีความหวาดระแวง สยาม และญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจใหม่ในทวีปเอเชีย ต่อมาปรับปรุงเป็นปืนเล็กยาว66(ปลย 66: type 66 ) โดยเปลี่ยนแบบกระสุนเป็น 8×52 มม (8x52R Siamese mauser ) ชนิดหัวแหลม

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมีรุ่นปืนเล็กสั้นที่เรียกว่า ปลส 47(ปืนเล็กสั้น 47:type 47) คุณลักษณะเหมือน ปืนเล็กยาว 45 แต่สั้นกว่า ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาพร้อมปืนเล็กยาว66 เป็น ปืนเล็กสั้น 47/66(ปลส 47/66:type 47/66) อีกนามหนึ่งของ ปลย 45และ ปลส 47 คือ ปืน ร.ศ 121 และ ปืน ร.ศ 123 ตามลำดับ ซึ่งใช้ในยุครัชกาลที่ 5และเปลี่ยนชื่อเป็น ปลย 45และ ปลส 47 ในยุครัชกาลที่ 6 แต่บุคคลทั่วไปนิยมเรียก” ปืน ร.ศ (รัตนโกสินธ์ ศก)”

แม้ว่าปืน ร.ศ. จะมิได้ถูกใช้ในการสงครามใดๆจนปลดประจำการ แต่ก็เป็นผลพวงจากความลำบากในการดำเนิน
นโยบายของรัฐบาลสมัย ร.5 บรรดาบุคคลสำคัญที่มีส่วนในปืน ร.ศ. นั้นก็เหมือนเปิดเรียงลำดับหน้าประวัติศาสตร์
สำคัญช่วงหนึ่งของเราเลยทีเดียว ท้ายสุด ปืน ร.ศ ได้รับใช้ราชการสมดังที่ ร.5 ทรงมีพระราชประสงค์ไว้นั้น
คือ มิได้เอาไปรุกรานใคร แต่เอาไว้ใช้ป้องปราบให้ชาวบ้าน (ฝรั่ง) เห็นว่าเรามิใช่หมูอีกต่อไปสมดังพระราชดำรัสที่
อัญเชิญมาปิดท้ายบอกลาไว้ตรงนี้ว่า

“บ้านเมืองเราทุกวันนี้เหมือนตั้งอยู่ในหมู่หัวไม้ ถ้าเราไม่เตรียมพลองไว้สู้กับพวกหัวไม้บ้าง
พวกหัวไม้ก็ย่อมจะมีใจกำเริบมารังแกอยู่ร่ำไป ถึงโดยจะสู้ให้ชนะจริงไม่ได้ ก็ให้เป็นแต่พอให้
พวกหัวไม้รู้ว่าพลองของเรามีอยู่ ถ้าจะเข้ามารังแกก็คงจะเจ็บบ้าง” พระะราชดำรัส รัชกาลที่ 5 เมื่อ ร.ศ.121

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ siamese-mauser


ที่มา : thaigoldmedal


Like ให้ด้วยจะดีมาก

You may also like...